วิธีวัดขนาดโอริง (O-Ring) อย่างละเอียด
การวัดขนาดโอริงอย่างถูกต้องเป็นขั้นตอนสำคัญเมื่อต้องการหา O-Ring ทดแทน, ตรวจสอบโอริงเก่าที่ไม่ทราบ Part Number หรือเทียบขนาดกับมาตรฐาน Metric, Inch, AS568, JIS หรือมาตรฐานอื่น
โดยทั่วไป ขนาดของ O-Ring จะระบุด้วยค่าหลัก 2 ค่า คือ
ID × CS
หรือ
Inside Diameter × Cross Section
ตัวอย่าง:
20 × 3 mm
หมายถึง
-
ID = 20 mm — เส้นผ่านศูนย์กลางภายใน
-
CS = 3 mm — ความหนาของเนื้อยางหรือหน้าตัดโอริง
บางครั้งอาจมีการอ้างถึง OD หรือ Outside Diameter เพิ่มเติมด้วย แต่โดยทั่วไปการระบุขนาด O-Ring มาตรฐานจะใช้ ID × CS
1. ส่วนประกอบของขนาด O-Ring
ก่อนวัด ควรเข้าใจคำศัพท์หลัก 3 ค่า
ID — Inside Diameter
คือเส้นผ่านศูนย์กลางด้านในของ O-Ring
OD — Outside Diameter
คือเส้นผ่านศูนย์กลางด้านนอกของ O-Ring
CS — Cross Section
คือความหนาของเนื้อ O-Ring
เรียกอีกอย่างว่า
-
Section Diameter
-
Cord Diameter
-
Thickness
ความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ค่า คือ
OD = ID + (2 × CS)
ตัวอย่าง:
หาก O-Ring มี
ID = 20 mm
CS = 3 mm
ดังนั้น
OD = 20 + (2 × 3)
= 26 mm
ดังนั้นขนาด O-Ring คือ
20 × 3 mm
และมี OD ประมาณ
26 mm
2. เครื่องมือที่ใช้วัด O-Ring
เครื่องมือที่เหมาะสม ได้แก่
Vernier Caliper
เวอร์เนียร์คาลิปเปอร์เป็นเครื่องมือหลักสำหรับการวัด
-
ID
-
OD
-
Cross Section
แนะนำให้ใช้ Digital Vernier Caliper ที่มีความละเอียดอย่างน้อย
0.01 mm
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก O-Ring เป็นวัสดุยืดหยุ่น การกดปากเวอร์เนียร์แรงเกินไปอาจทำให้ยางยุบตัวและได้ค่าที่ผิด
ดังนั้นต้องวัดโดยใช้แรงสัมผัสเบา ๆ
Micrometer
สามารถใช้วัด Cross Section ได้แม่นยำกว่า Vernier Caliper
แต่ควรใช้ไมโครมิเตอร์ที่เหมาะกับวัสดุอ่อน หรือควบคุมแรงกดไม่ให้บีบ O-Ring จนเสียรูป
O-Ring Measuring Cone
สำหรับร้านค้า โรงงาน หรือผู้ที่ต้องวัด O-Ring จำนวนมาก สามารถใช้ O-Ring Sizing Cone หรือ Measuring Cone เพื่อประมาณ Inside Diameter ได้อย่างรวดเร็ว
3. เตรียม O-Ring ก่อนวัด
ก่อนวัดควรทำความสะอาด O-Ring ก่อน
เช็ดคราบ
-
น้ำมัน
-
Grease
-
ฝุ่น
-
สิ่งสกปรก
-
คราบสารเคมี
ออกจากผิว O-Ring
ควรวาง O-Ring บนพื้นผิวเรียบ และปล่อยให้ O-Ring อยู่ในสภาพธรรมชาติ
ไม่ควร
-
ดึงให้ยืด
-
บีบ
-
ม้วน
-
บิด
-
ยืดวงให้กลมเกินสภาพจริง
โดยเฉพาะ O-Ring เก่าที่ผ่านการใช้งานมานาน อาจมีการยืดตัวหรือเสียรูป จึงควรวัดหลายครั้งเพื่อหาค่าที่ใกล้เคียงขนาดมาตรฐานที่สุด
4. วิธีวัด Inside Diameter — ID
ค่าหลักค่าแรกคือ
Inside Diameter หรือ ID
วิธีวัด
วาง O-Ring ลงบนพื้นเรียบโดยไม่ยืด O-Ring
ใช้ปากวัดด้านในของ Vernier Caliper วัดจากผิวด้านในฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
ให้แนวการวัดผ่านจุดศูนย์กลางของ O-Ring
ค่อย ๆ กางปากเวอร์เนียร์จนสัมผัสผิวด้านในทั้งสองฝั่ง
อย่ากางจน O-Ring ถูกยืด
อ่านค่า เช่น
20.05 mm
จากนั้นหมุน O-Ring ประมาณ 90 องศาแล้ววัดอีกครั้ง
เช่น
19.98 mm
หากค่าที่วัดใกล้เคียงกัน สามารถประมาณได้ว่า O-Ring เดิมน่าจะมีขนาดมาตรฐาน
ID = 20 mm
5. วิธีวัด Outside Diameter — OD
OD คือเส้นผ่านศูนย์กลางด้านนอกของ O-Ring
วิธีวัด
ใช้ปากวัดภายนอกของ Vernier Caliper วัดจากขอบนอกฝั่งหนึ่งไปยังขอบนอกฝั่งตรงข้าม
ให้แนวการวัดผ่านจุดศูนย์กลาง
ค่อย ๆ ปิดปากเวอร์เนียร์จนแตะกับผิว O-Ring
อย่าบีบ O-Ring
ตัวอย่างวัดได้
26.02 mm
ค่าที่ได้คือ Outside Diameter
อย่างไรก็ตาม OD มักใช้เป็นข้อมูลตรวจสอบเพิ่มเติม เพราะมาตรฐาน O-Ring โดยทั่วไปจะอ้างอิง
ID × CS
มากกว่า OD
6. วิธีวัด Cross Section — CS
Cross Section เป็นค่าที่สำคัญมากในการเลือก O-Ring
หมายถึงความหนาของเนื้อยางจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง
ตัวอย่างค่ามาตรฐาน เช่น
1.5 mm
1.78 mm
2.0 mm
2.4 mm
2.62 mm
3.0 mm
3.53 mm
5.33 mm
เป็นต้น
วิธีวัด
ใช้ปาก Vernier Caliper วัดความหนาของเนื้อ O-Ring โดยตรง
ค่อย ๆ ปิดปากเวอร์เนียร์จนสัมผัส O-Ring
ห้ามบีบแรง
ตัวอย่างวัดได้
2.96 mm
อาจสรุปได้ว่า Cross Section มาตรฐานเดิมคือ
3.00 mm
ควรวัดอย่างน้อย 3–4 จุดรอบวง
ตัวอย่าง:
2.96 mm
2.98 mm
3.01 mm
2.97 mm
สามารถสรุปได้ว่า
CS ≈ 3.00 mm
7. สูตรคำนวณขนาด O-Ring
หากรู้ ID และ CS
สามารถคำนวณ OD ได้จาก
OD = ID + (2 × CS)
ตัวอย่าง
ID = 20 mm
CS = 3 mm
ดังนั้น
OD = 20 + 6
= 26 mm
หากรู้ OD และ CS
สามารถหา ID ได้จาก
ID = OD − (2 × CS)
ตัวอย่าง
OD = 26 mm
CS = 3 mm
ดังนั้น
ID = 26 − 6
= 20 mm
8. ตัวอย่างการวัด O-Ring จริง
สมมติวัด O-Ring เก่าได้ดังนี้
Inside Diameter:
24.92 mm
Cross Section:
3.47 mm
เมื่อเทียบกับขนาดมาตรฐาน อาจประเมินได้ว่า O-Ring เดิมคือ
25 × 3.5 mm
สามารถตรวจสอบ OD เพิ่มเติมได้
OD = 25 + (2 × 3.5)
= 32 mm
หากวัด OD ได้ประมาณ 31.9–32.1 mm ก็ยิ่งช่วยยืนยันขนาดได้
9. O-Ring เก่าอาจวัดไม่ตรงกับขนาดเดิม
โอริงที่ผ่านการใช้งานอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของขนาด เช่น
-
ยืดตัว
-
หดตัว
-
Compression Set
-
บวมจากน้ำมัน
-
บวมจากสารเคมี
-
แข็งตัว
-
แบน
-
เสียรูปจากอุณหภูมิ
ดังนั้นค่าที่วัดจาก O-Ring เก่าอาจไม่เท่ากับขนาด Nominal เดิม
ตัวอย่าง:
วัด CS ได้
3.28 mm
แต่ขนาดมาตรฐานเดิมอาจเป็น
3.53 mm
เนื่องจาก O-Ring ถูกกดใช้งานเป็นเวลานานจนเกิด Compression Set
ดังนั้นไม่ควรสั่ง O-Ring ใหม่โดยใช้ค่าจาก O-Ring เก่าเพียงอย่างเดียว
ควรเปรียบเทียบกับมาตรฐาน O-Ring และตรวจสอบ Groove ของเครื่องจักรเพิ่มเติมด้วย
10. วิธีวัด O-Ring ที่เสียรูปหรือแบน
หาก O-Ring เก่าถูกกดจนหน้าตัดไม่กลม
ตัวอย่างเช่น
ด้านหนึ่งวัดได้
3.20 mm
อีกด้านวัดได้
3.65 mm
ไม่ควรใช้ค่าใดค่าหนึ่งเป็นขนาดจริงทันที
ควรวัดหลายตำแหน่งและประเมิน Cross Section เดิม
อาจเป็นขนาดมาตรฐาน
3.53 mm
กรณีนี้ควรตรวจสอบ O-Ring Standard Size Table เพิ่มเติม
11. Metric O-Ring
Metric O-Ring ใช้หน่วยเป็นมิลลิเมตร
ตัวอย่าง
10 × 2 mm
20 × 3 mm
50 × 4 mm
100 × 5 mm
รูปแบบการระบุคือ
ID × CS
ดังนั้น
50 × 4 mm
หมายถึง
ID = 50 mm
CS = 4 mm
OD = 58 mm
12. Inch O-Ring
O-Ring บางประเภทใช้หน่วย Inch
ตัวอย่าง
1.000 × 0.125 inch
สามารถแปลงเป็นมิลลิเมตรโดยใช้
1 inch = 25.4 mm
ดังนั้น
1.000 inch = 25.4 mm
0.125 inch = 3.175 mm
ขนาดนี้จึงมีค่าประมาณ
25.4 × 3.175 mm
13. AS568 O-Ring Standard
AS568 เป็นมาตรฐาน O-Ring ที่ใช้อย่างแพร่หลายในระบบ Inch โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
รหัสจะมีลักษณะเช่น
AS568-214
AS568-225
AS568-325
แต่ละ Dash Number จะกำหนด
-
ID
-
Cross Section
ไว้แล้ว
ตัวอย่าง Cross Section ที่พบได้บ่อย เช่น
-
1.78 mm
-
2.62 mm
-
3.53 mm
-
5.33 mm
-
6.99 mm
ดังนั้นหากวัด O-Ring ได้ CS ใกล้กับค่าดังกล่าว อาจเป็น O-Ring มาตรฐาน AS568
14. JIS O-Ring
ในเครื่องจักรญี่ปุ่นมักพบ O-Ring มาตรฐาน JIS
เช่น
-
P Series
-
G Series
-
S Series
-
V Series
ตัวอย่าง
P-20
G-35
S-30
ตัวอักษรและหมายเลขไม่ได้หมายถึง ID โดยตรงเสมอไป
ควรนำรหัสไปเทียบกับ JIS O-Ring Size Table
15. วิธีตรวจสอบ O-Ring ด้วยการวัด Groove
หาก O-Ring เก่าหายหรือเสียรูปมากจนวัดไม่ได้ ควรวัด Groove แทน
ค่าที่ควรวัด ได้แก่
Groove Inside Diameter / Groove Diameter
วัดขนาดร่องที่ O-Ring ติดตั้ง
Groove Width
วัดความกว้างของร่อง
Groove Depth
วัดความลึกของร่อง
จากนั้นสามารถคำนวณ O-Ring Cross Section และ Squeeze ที่เหมาะสม
วิธีนี้มักแม่นยำกว่าการวัด O-Ring เก่าที่เสื่อมสภาพ
16. O-Ring Stretch
O-Ring ที่ติดตั้งบน Shaft หรือ Piston อาจต้องมีการยืดเล็กน้อย
เรียกว่า
O-Ring Stretch
โดยทั่วไป O-Ring ไม่ควรถูกยืดมากเกินไป เพราะจะทำให้
-
Cross Section ลดลง
-
Sealing Force ลดลง
-
อายุการใช้งานลดลง
ดังนั้นเวลาเลือก O-Ring ไม่ควรเลือก ID จากการวัด Shaft เพียงอย่างเดียวโดยไม่พิจารณา Groove Design
17. O-Ring Squeeze
เมื่อ O-Ring ถูกติดตั้งในร่อง จะถูกบีบเล็กน้อยเพื่อสร้างแรงซีล
เรียกว่า
Squeeze
หากบีบน้อยเกินไป
อาจเกิด Leakage
หากบีบมากเกินไป
อาจทำให้
-
Friction สูง
-
O-Ring เสียรูป
-
เกิดความร้อน
-
อายุการใช้งานลดลง
ดังนั้นการเลือก Cross Section ต้องสัมพันธ์กับ Groove Depth
18. อย่าดูเฉพาะขนาด ต้องดู Material ด้วย
O-Ring ขนาดเท่ากันแต่ Material ต่างกัน อาจใช้งานแทนกันไม่ได้
วัสดุที่พบได้บ่อย ได้แก่
NBR — Nitrile Rubber
เหมาะกับ
-
Mineral Oil
-
Hydraulic Oil
-
Grease
-
Fuel บางชนิด
FKM / Viton
เหมาะกับ
-
อุณหภูมิสูง
-
น้ำมัน
-
เชื้อเพลิง
-
สารเคมีหลายชนิด
EPDM
เหมาะกับ
-
น้ำ
-
Steam
-
Hot Water
-
Brake Fluid บางประเภท
แต่โดยทั่วไปไม่เหมาะกับ Petroleum Oil
Silicone
เหมาะกับช่วงอุณหภูมิกว้าง และงานที่ต้องการความยืดหยุ่น
PTFE
เหมาะกับสารเคมีและอุณหภูมิสูง แต่มีคุณสมบัติแตกต่างจาก Elastomer O-Ring ทั่วไป
ดังนั้นเมื่อสั่ง O-Ring ควรระบุทั้ง
Size + Material
19. ตรวจสอบ Hardness
O-Ring ยังมีค่าความแข็งที่เรียกว่า
Shore A
ตัวอย่างที่พบได้บ่อย
-
60 Shore A
-
70 Shore A
-
75 Shore A
-
90 Shore A
โดยทั่วไป O-Ring อุตสาหกรรมจำนวนมากใช้ประมาณ
70 Shore A
แต่ในงานแรงดันสูงอาจใช้
90 Shore A
ดังนั้นขนาดเหมือนกัน Material เหมือนกัน แต่ Hardness ต่างกัน ก็อาจให้ประสิทธิภาพแตกต่างกัน
20. ข้อมูลที่ควรส่งให้ร้านค้าเมื่อต้องการหา O-Ring
หากต้องการให้ร้านค้าช่วยหา O-Ring ควรส่งข้อมูลดังนี้
-
Inside Diameter — ID
-
Cross Section — CS
-
Outside Diameter — OD
-
Material เดิม ถ้าทราบ
-
สีของ O-Ring
-
Hardness ถ้าทราบ
-
สารที่สัมผัส
-
Operating Temperature
-
Operating Pressure
-
ประเภทการเคลื่อนที่ เช่น Static / Dynamic
-
รูป O-Ring
-
รูปขณะวัดด้วย Vernier
-
รูป Groove
-
ประเภทเครื่องจักร
21. สูตรจำง่ายสำหรับ O-Ring
สำหรับ O-Ring ให้จำเพียง
ID × CS
ตัวอย่าง
20 × 3 mm
หมายถึง
ID = 20 mm
CS = 3 mm
และ
OD = 26 mm
โดยคำนวณจาก
OD = ID + 2CS
22. ตัวอย่างการระบุขนาดอย่างถูกต้อง
ตัวอย่างที่ 1
O-Ring 20 × 3 mm NBR 70
หมายถึง
-
ID = 20 mm
-
CS = 3 mm
-
Material = NBR
-
Hardness = 70 Shore A
ตัวอย่างที่ 2
O-Ring 50 × 4 FKM 75
หมายถึง
-
ID = 50 mm
-
CS = 4 mm
-
Material = FKM
-
Hardness = 75 Shore A
การระบุข้อมูลแบบนี้จะช่วยลดความผิดพลาดในการสั่งซื้อได้มาก
23. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวัด O-Ring
ข้อผิดพลาดที่พบเป็นประจำ ได้แก่
-
วัด OD แล้วเข้าใจว่าเป็น ID
-
วัด Cross Section โดยบีบ O-Ring แรงเกินไป
-
วัด O-Ring ขณะถูกยืด
-
วัด O-Ring เก่าที่บวมแล้วใช้ค่านั้นสั่งของใหม่
-
ไม่ตรวจสอบ Metric หรือ Inch
-
ไม่ตรวจสอบมาตรฐาน AS568 หรือ JIS
-
เลือกขนาดถูกแต่ Material ผิด
-
ไม่ตรวจสอบ Hardness
-
ไม่ตรวจสอบ Groove
24. ขั้นตอนแนะนำในการหา O-Ring Replacement
หากต้องการหา O-Ring ทดแทนอย่างถูกต้อง ให้ทำตามลำดับดังนี้
Step 1: ตรวจสอบ Part Number หรือ Drawing เดิม
Step 2: วัด Inside Diameter
Step 3: วัด Cross Section
Step 4: วัด Outside Diameter เพื่อยืนยัน
Step 5: เทียบกับ O-Ring Standard Size
Step 6: ตรวจสอบ Metric / Inch / AS568 / JIS
Step 7: ตรวจสอบ Material
Step 8: ตรวจสอบ Hardness
Step 9: ตรวจสอบ Medium, Temperature และ Pressure
Step 10: ตรวจสอบ Groove ก่อนสั่งซื้อ
สรุป
วิธีวัด O-Ring ที่ง่ายที่สุดคือ
ID × Cross Section
หรือ
ID × CS
ตัวอย่าง
20 × 3 mm
หมายถึง
Inside Diameter = 20 mm
Cross Section = 3 mm
Outside Diameter = 26 mm
อย่างไรก็ตาม หากเป็น O-Ring เก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ควรระวังเรื่องการยืดตัว การบวม การหดตัว และ Compression Set เพราะค่าที่วัดได้อาจแตกต่างจากขนาดเดิม
วิธีที่แม่นยำที่สุดคือ
ตรวจสอบ Part Number หรือ Drawing เดิม + วัด ID + วัด CS + ตรวจสอบ OD + เทียบ Standard Size + ตรวจสอบ Material และ Groove
การเลือก O-Ring ที่ถูกต้องไม่ควรดูเฉพาะขนาดเท่านั้น แต่ควรพิจารณา วัสดุ ความแข็ง อุณหภูมิ แรงดัน สารที่สัมผัส และลักษณะการใช้งาน ร่วมด้วย เพื่อให้ระบบซีลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานเหมาะสม
















